วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

เมนูลูกรัก : หวานเย็นโยเกิร์ตผลไม้รวม (สำหรับวัย 8-10 เดือน )

เมนูลูกรัก : หวานเย็นโยเกิร์ตผลไม้รวม (สำหรับวัย 8-10 เดือน )








ส่วนผสมเมนูลูกรัก : หวานเย็นโยเกิร์ตผลไม้รวม  
  1. แคนตาลูปครูด 2 ช้อนโต๊ะ
  2. มะม่วงสุกครูดหรือสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  3. กล้วยครูด 2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำมันมะกอก ¼ ช้อนชา
  5. นมแม่ หรือ ที่ลูกกินหรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1-2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำเมนูลูกรัก : หวานเย็นโยเกิร์ตผลไม้รวม  
  1. นำผลไม้ทั้งหมดมาผสมเข้าด้วยกัน คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน
  2. เติมนมหรือโยเกิร์ตผสมให้เข้ากัน
  3. เมื่อคุณแม่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วควรป้อนลูกทันที  หรือไม่ควรเกิน 15 นาทีหลังทำเพื่อให้ได้คุณค่าสารอาหารครบถ้วนค่ะ
















ที่มา Kapook.com

ขนมปังหน้าไข่ปรุงรสชีส

ขนมปังหน้าไข่ปรุงรสชีส







ขนมปังหน้าไข่ปรุงรสชีส

เป็นอีกเมนูง่ายแต่อร่อยเวอร์อีกแล้ว เหมาะสำหรับช่วงเวลายุ่งๆ เช่นก่อนไปทำงาน อยากหาอะไรรองท้องให้อื่มนานต้องนี่เลย ขนมปังหน้าไข่ปรุงรสซีส ทำ 10 นาทีอิ่มนานหลายชั่วโมงรับรองความอร่อยแบบเยิ้มๆ เหมาะมากๆสำหรับคนรักชีส ไปดูวิธีทำกันเลย

วัตถุดิบขนมปังหน้าไข่ปรุงรสซีส 

  1. ขนมปัง 1 แผ่น ใครรักสุขภาพแนะนำให้ใช้ขนมปังโฮลวีต /ใครใช่ไมโครเวฟให้นำขนมปังแช่เเข็งก่อนนำามาทำเพื่อป้องกันขนมปังแข็งกระด้าง
  2. ไข่ไก่สด 1 ฟอง
  3. อโวคาโดหั่นหนา หรือลูกเต๋า ไม่ควรบางเพราะจะทำให้มีรสขม ครึ่งลูกได้ 2 แผ่น
  4. มะเขือเทศเชอรี่ 2 -3 ลูก
  5. มายองเนส 1 ช้อนโต๊ะ
  6. ชีส 1 แผ่น (ยี่ห้อที่คุณชอบ)
  7. เกลือป่น แค่ปลายช้อน
  8. พริกไทยดำ สำหรับโรยหน้า  
  9. ออริกาโน่ผ่น แค่ปลายช้อนสำหรับโรยหน้า




วิธีทำขนมปังหน้าไข่ปรุงรสซีส

1.นำมายองเนสมาบีบรอบๆขนมปัง / สำหรับสูตรไมโครเวฟขนมปังแช่แข้งทำได้เลยไม่ต้องรอให้หายเย็น



2.ตอกไข่ใส่ตรงกลาง

3.วางมะเขือเทศและอโวคาโดไว้รอบๆกันไข่ไหลออกมา

 4.ฉีกชีสเป็นชิ้นๆวางรอบๆ ชอบมากใส่มากได้ตามชอบใจ



 5.โรยหน้าปรุงรสด้วยเกลือ ออริกาโน และพริกไทย

 6. นำเข้าไปเตาอบประมาณ4-5 นาที  หากใช้ไมโครเวฟต้องใส่ในภาชนะสำหรับเวปอาหารและมีฝาปิดมิดชิดป้องกันขนมปังเเข็ง ไฟระดับ กลาง นาน 40 วินาที หากใครชอบไข่สุกนาน 1 นาที ระวังขนมปังแข็งไม่อร่อย

เสร็จแล้ว!!! เสิร์ฟ คู่กับกาแฟถ้วยโปรดหรือนม อร่อยสุดๆชีสยืดๆต้องทานร้อนๆนะคะ













ที่มา Kapook.com

จุกนม แบบไหนเหมาะกับเด็กมากที่สุด

จุกนม แบบไหนเหมาะกับเด็กมากที่สุด










จุกนม

จุกนม ปัจจุบันมีมากมายหลากหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อ แบบแพงมาก – ถูกมาก ข้อคิดอีก1อย่างในการเลือกซื้อจุกนม ราคาแพงใช่ว่าจะดีที่สุดเสมอไป คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องทราบรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับจุกนมและทดลองใช้ก่อนก่อนตัดสินใจซื้อทีละมากๆ เรพาะคุณอาจเสียเงินฟรีๆซื้อมาแล้วลูกไม่ดูด


จุกนม แบบไหนเหมาะกับเด็กมากที่สุด

จุกนม ที่เหมาะกับลูกเรามากที่สุดแน่นอนค่ะว่าต้องเป้นจุกนมคล้ายคลึงกับ จุกนม แม่มากที่สุด เด็กที่กินจุกตั้งแต่เเรกอาจไม่มีปัญหาในจุดนี้ แต่เด็กที่เลี้ยงนมแม่อย่างเดียวมาตลอดแล้วต้องเปลี่ยนมาดื่มนมแม่จากขวด สร้างความสับสนให้เด็กอยู่ไม่น้อย เพราะฉะนั้นลุกของคุณต้องชอบดูดจุกที่คล้ายคลึงกับหัวนมแม่และนิ่มค่ะ การดื่มนมจากอกคุณแม่ เด็กจะต้องอ้าปากเพื่องับนมแม่ที่มีฐานกว้าง ระหว่างที่ดูดนมก็ต้องขยับเคลื่อนไหวกรามและลิ้นเพื่อให้น้ำนมไหลออกมา ดังนั้นเด็กที่ดูดนมแม่จึงมีการขยายของกราม ทำให้ลดปัญหาเกี่ยวกับการเรียงตัวของฟัน และลดโอกาสที่จะต้องจัดฟันในอนาคต นอกจากนี้ การขยับกรามและลิ้นขณะดูดนมแม่ ยังส่งผลสำคัญต่อการพูดและออกเสียงของเด็กในอนาคต ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่าคุณพ่อ-คุณแม่นั่นต้องการให้ลูกน้อยพูดและออกเสียงได้ชัดเจนมากกว่า 1 ภาษาอย่างแน่นอน และการขยับกรามและลิ้นขณะดูดนมแม่ก็เป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีของการพูดและการออกเสียง ทำให้ออกเสียงได้ดีกว่าเด็กที่ดูดนมจากจุกนมทั่วไป เนื่องจากการดูดนมจากจุกนมทั่วไป เด็กไม่จำเป็นต้องอ้าปากกว้างและไม่ต้องขยับกรามและลิ้นมาก ก็สามารถดื่มนมได้แล้ว
ดังนั้น สิ่งสำคัญในการเลือกจุกนมให้แก่ลูกน้อยคนสำคัญของคุณก็คือ การเลือกจุกนมเสมือนนมแม่ หรือจุกนมที่มีฐานกว้าง และเน้นที่เด็กต้องขยับปาก กรามและลิ้นจึงมีน้ำนมไหลออกมา เพื่อเลียนแบบลักษณะของการดูดนมแม่นั่นเอง




ควรเปลี่ยนจุกนมเมื่อไหร่ดี

การเปลี่ยน จุกนม อาจเป็นคำถามที่คุณพ่อ-คุณแม่หลายคนสงสัยว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องเปลี่ยนตามอายุที่ระบุบนตัวผลิตภัณฑ์หรือไม่ คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตามอายุบนตัวผลิตภัณฑ์ แต่ควรจะต้องพิจารณาอยู่ 2 ปัจจัยหลัก สำหรับการเปลี่ยน จุกนม นั่นคือ


  • ความต้องการต้องการของลูกน้อยของคุณ
  • และการเสื่อมสภาพของจุกนม


อายุที่อยู่บนตัวผลิตภัณฑ์เป็นเพียงข้อแนะนำ หรือเป็นการประมาณช่วงอายุที่ควรจะเปลี่ยนจุกนม เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีน้ำหนักตัวไม่เท่ากัน ความแรงที่จะใช้ในการดูดนมก็ต่างกัน ดังนั้น คุณพ่อ-คุณแม่ควรหมั่นสังเกตว่าปริมาณการไหลของน้ำนมจากจุกนมขนาดนั่น ๆ ยังเพียงพอต่อความต้องการของเด็กหรือไม่ โดยหากจุกนมเล็กเกินไปจนปริมาณน้ำนมไหลไม่เพียงพอต่อความต้องการของเด็กแล้ว ลูกน้อยของคุณจะส่งสัณญาณบางอย่างบอกคุณ เช่น 1) เด็กน้อยเริ่มออกแรงมากในการดูดนม หรือสังเกตง่าย ๆ ว่าเด็กจะออกแรงดูดจนแก้มบุ๋ม หรือ 2) เจ้าตัวน้อยดูดนมไปได้สักพักแล้วร้องโยเย เสียงร้องนั่นก็อาจเป็นการบอกคุณพ่อ-คุณแม่ว่าน้ำนมไหลไม่ทันใจหนูเลย หรือ 3) ลูกน้อยดูดนมไปเพียงนิดเดียวก็หอบเหนื่อยและหลับไป โดยอีกไม่นานก็ตื่นอีกเพราะหิว หากมีสัณญาณจากลูกน้อยแล้ว คุณพ่อ-คุณแม่ก็ควรเปลี่ยนขนาดจุกนม เพื่อให้ปริมาณน้ำนมไหลทันใจเจ้าตัวเล็ก



การเปลี่ยนจุกนมใหม่ นอกจากจะดูที่ความต้องการของเด็กแล้ว ยังจะต้องหมั่นตรวจสอบคุณภาพของจุกนม ทุก ๆ 2-3 เดือน เพื่อในแน่ใจว่าจุกนมสำหรับลูกอันเป็นที่รักนั่นยังอยู่ในสภาพดี เนื่องจากอายุการใช้งานของจุกนมขึ้นอยู่กับชนิดและลักษณะการใช้งาน ควรเปลี่ยนจุกนมหากจุกนมมีลักษณะดังนี้






  • โดย ปกติแล้วน้ำนมที่ไหลออกจากจุกนมจะต้องไหลออกมาเป็นหยด หากมีน้ำนมไหลออกมาเป็นสาย หรือไหลออกมาไม่สม่ำเสมอ ก็แสดงว่าจุกนมนั่นเสื่อมสภาพ เพราะรูของจุกนมนั้นใหญ่เกินไป
  • จุก นม เมื่อใช้ไปนาน ๆ ผ่านการต้มฆ่าเชื้อโรคบ่อย ๆ ตัวยางจะบางลง และเสียรูปทรง สามารถทดสอบได้โดยการดึง จุกนม ออกมาตรง ๆ แล้วปล่อย ถ้าจุกนมหดกลับสู่สภาพเดิมก็แสดงว่าจุกนมยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ แต่ถ้าไม่กลับไปอยู่ในรูปเดิมก็เป็นการบอกว่า จุกนมนั่นเสื่อมสภาพ
  • สังเกตจากลักษณะของจุกนม หากจุกนมบวม เนื้อยางบวมนิ่ม เวลาที่ลูกดูด จุกนม จะแบนจนน้ำนมไม่ไหล แสดงว่าจุกนมเสื่อมสภาพแล้ว






  • หากจุกนมมียางแตกหรือขาด ต้องเลิกใช้ทันที เพราะอาจมีเศษยางหลุดปนเข้าไปในปากขณะที่ลูกดูดนม เศษยางอาจจะไปติดหลอดลม เกิดอันตรายต่อเด็กได้

  • การทำความสะอาดจุกนมที่ถูกต้อง

    เมื่อลูกดูดนมเสร็จ ไม่ควรปล่อย จุกนม ทิ้งไว้ ควรรีบนำไปแช่น้ำอุ่นทันที แล้วใช้แปรงล้างขจัดคราบนมออกให้หมด หรืออาจจะใช้เกลือป่นช่วยถูด้านในของหัวนมยางเพื่อล้างคราบนม เพราะการปล่อยจุกนมทิ้งไว้นาน จะทำให้ล้างคราบน้ำนมออกยาก อาจทำให้จุกนมตันเพราะคราบนมไปอุดอยู่ เมื่อล้างจุกนมแล้วก็นำไปฆ่าเชื้อโรค โดยอาจสามารถทำได้หลายวิธีตามที่คุณพ่อ-คุณแม่สะดวก เหมือนกับการทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคขวดนม










    ที่มา Kapook.com